เข้าใจสาเหตุ เพื่อไม่ตื่นตระหนกหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว
รอยร้าวบนผนังบ้านหรืออาคาร มักเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่เจ้าของบ้านหรือผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว หลายครั้งที่รอยร้าวเหล่านี้มีลักษณะใกล้เคียงกับรอยร้าวที่เกิดจากการทรุดตัวของฐานราก จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หวาดวิตก หรือรีบดำเนินการซ่อมแซมแบบผิดวิธีโดยไม่จำเป็น
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านสามารถแยกแยะลักษณะของรอยร้าวทั้งสองประเภทได้อย่างชัดเจน พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นในการประเมินสถานการณ์ และแนวทางซ่อมแซมอย่างเหมาะสม
รอยร้าวจาก “การทรุดตัวของฐานราก”
ลักษณะทั่วไป
- มักเกิดขึ้นบริเวณมุมวงกบประตู หน้าต่าง หรือบริเวณที่มีน้ำหนักถ่ายลงจากโครงสร้างสู่ฐานราก
- รอยร้าวมักพาดเฉียงทำมุม 30–45 องศา กับพื้น หรือแนวดิ่ง
- เมื่อเกิดการทรุดตัวแบบไม่สม่ำเสมอ รอยร้าวจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งความกว้าง และความยาว
- อาจมีผลต่อระดับของพื้น หรือวงกบประตู–หน้าต่างที่บิดเบี้ยว ทำให้เปิด–ปิดไม่สะดวก
สาเหตุหลัก
- ฐานรากวางอยู่บนดินที่มีความสามารถรับน้ำหนักต่ำ หรือชั้นดินอ่อนที่มีการทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง
- การถมดินไม่แน่น หรือไม่มีการบดอัดที่ได้มาตรฐานก่อนวางโครงสร้าง
- น้ำใต้ดิน หรือการชะล้างของน้ำใต้ฐานราก ทำให้ดินอ่อนตัวลงในภายหลัง
รอยร้าวจาก “แผ่นดินไหว”
ลักษณะทั่วไป
- รอยร้าวมักเกิดขึ้นที่ผนังฉาบ โดยเฉพาะบริเวณจุดต่อของผนังกับเสา หรือจุดเชื่อมมุมอาคาร
- ลักษณะของรอยร้าวอาจพาดเฉียงคล้ายกับการทรุดตัวของฐานราก แต่ความลึกของรอยร้าวมักไม่ทะลุโครงสร้างหลัก
- ขนาดของรอยร้าวมักคงที่ และไม่ขยายเพิ่มหลังจากแรงสั่นสะเทือนหยุดลงแล้ว
- ผนังอิฐหรือผนังเบาอาจเกิดการแตกร้าวที่ผิวฉาบ โดยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กยังคงสภาพดี
สาเหตุหลัก
- อาคารตั้งอยู่ในพื้นที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว แม้จะเป็นระยะไกลจากจุดศูนย์กลาง
- ออกแบบโครงสร้างไม่รองรับแรงด้านข้างจากแผ่นดินไหว โดยเฉพาะอาคารเก่าที่ไม่ได้ออกแบบตามมาตรฐานใหม่
- ผนังไม่มีโครงยึดกับโครงสร้างหลัก หรือเป็นผนังอิสระ ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวมากกว่าปกติเมื่ออาคารสั่นสะเทือน
ตารางเปรียบเทียบ
| รายการเปรียบเทียบ | รอยร้าวจากการทรุดตัว | รอยร้าวจากแผ่นดินไหว |
| ทิศทางรอยร้าว | เฉียง 30–45 องศา, ตามแนวถ่ายน้ำหนัก | เฉียงหรือแนวตั้งแนวนอน ไม่สม่ำเสมอ |
| ตำแหน่งที่พบ | มุมวงกบ, ผนังรับน้ำหนัก, ใต้ท้องคาน | มุมอาคาร, รอยต่อผนัง–เสา, ผนังอิสระ |
| พฤติกรรมหลังเกิด | ขยายเพิ่มขึ้นเมื่อเกิดการทรุดต่อเนื่อง | มักคงที่ ไม่ขยายหลังแผ่นดินไหวจบลง |
| ความลึกของรอยร้าว | อาจลึกถึงเนื้อคอนกรีตหรือโครงสร้าง | ตื้น, รอยเฉพาะผิวฉาบ |
| ผลกระทบต่อโครงสร้าง | อาจกระทบกับเสถียรภาพอาคารในระยะยาว | โดยมากไม่กระทบโครงสร้างหลัก |
| การซ่อมแซม | ต้องประเมินสภาพฐานรากโดยวิศวกร | ซ่อมแซมผิวฉาบได้หากไม่มีรอยลึก |
แนวทางการตรวจสอบเบื้องต้น
- ตรวจสอบแนวรอยร้าว
หากรอยร้าวขยายเป็นแนวยาวบริเวณฐานอาคาร หรือมีลักษณะพาดเฉียงชัดเจนที่จุดรับน้ำหนัก อาจต้องสงสัยว่าเป็นการทรุดตัวของฐานราก
- ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง
หากรอยร้าวไม่เปลี่ยนแปลงหลังเกิดขึ้นทันทีจากเหตุแผ่นดินไหว และไม่มีการขยายในระยะเวลา 1–2 สัปดาห์ ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นรอยร้าวจากแรงสั่นสะเทือนเท่านั้น
- ตรวจสอบระดับพื้น และวงกบ
หากมีอาการบิดเบี้ยวของวงกบ ประตูเปิด–ปิดไม่ได้ หรือลูกแก้วกลิ้งบนพื้นโดยไม่หยุดนิ่ง อาจเกิดจากพื้นเอียงเนื่องจากการทรุดตัว
- เรียกผู้เชี่ยวชาญ
หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง เพื่อวิเคราะห์อย่างละเอียด และแนะนำแนวทางซ่อมแซมที่เหมาะสม
ข้อแนะนำเพื่อไม่ให้ตื่นตระหนก
- ไม่ควรรีบสรุปว่ารอยร้าวทุกจุดเป็นความเสียหายในระดับที่รุนแรง
- หากเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงของรอยร้าวในช่วง 7–14 วัน
- จดบันทึก หรือถ่ายภาพรอยร้าวไว้เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลง
- การซ่อมแซมเฉพาะผิวฉาบหรือบริเวณผนังร้าวเล็กน้อยสามารถทำได้เมื่อมั่นใจว่าไม่มีผลต่อโครงสร้าง
- หากพบว่ารอยร้าวขยาย หรือพบรอยร้าวที่ส่วนโครงสร้างหลัก ควรให้วิศวกรตรวจสอบทันที
แม้รอยร้าวจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นกับส่วนอื่นๆ ของอาคารที่ไม่ใช่โครงสร้างหลักอาจดูน่ากังวลในช่วงแรก แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่ขยายหรือส่งผลต่อโครงสร้างอาคาร หากอาคารก่อสร้างได้มาตรฐาน การรับรู้ที่ถูกต้อง และการวิเคราะห์ที่มีพื้นฐานทางวิศวกรรมจะช่วยลดความกังวลของเจ้าของบ้านได้อย่างมาก สิ่งสำคัญที่สุดคือ การไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป และหมั่นสังเกตพฤติกรรมของรอยร้าว หากไม่มั่นใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และแนวทางซ่อมแซมที่ปลอดภัย และคุ้มค่า
ติดตามพวกเราได้อีกช่องทางที่ เพจเฟซบุ๊ค : WENAT รับตรวจบ้าน ตรวจคอนโด รับตรวจสอบอาคาร
อยากรู้จักเรา : เกี่ยวกับเรา